บทที่ 2 ระบบการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน
- ระบบมาตรฐานทองคำ
- ระบบ Bretton Woods
- อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่
- อัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว
- ตลาดเงินตราต่างประเทศ
(Forex)
- ปัจจัยที่มีผลต่อค่าเงิน
- ===============================
บทที่ 2 ระบบการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน
บทนำ
ระบบการเงินเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศและเศรษฐกิจโลกดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ระบบดังกล่าวครอบคลุมการผลิตเงิน การควบคุมปริมาณเงิน การกำหนดอัตราดอกเบี้ย
การเคลื่อนย้ายเงินทุน และการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงินต่าง ๆ
ในโลกปัจจุบัน ประเทศต่าง ๆ มีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด
การค้าระหว่างประเทศ การลงทุนข้ามพรมแดน และการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ
ล้วนต้องอาศัยการแลกเปลี่ยนเงินตรา ดังนั้น
การเข้าใจระบบการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการศึกษาสกุลเงินโลก
ระบบมาตรฐานทองคำ (Gold Standard System)
ระบบมาตรฐานทองคำเป็นระบบการเงินที่กำหนดให้มูลค่าของสกุลเงินแต่ละประเทศผูกติดกับปริมาณทองคำที่รัฐบาลถือครองอยู่
ภายใต้ระบบนี้
รัฐบาลหรือธนาคารกลางจะรับรองว่าสามารถนำธนบัตรมาแลกเป็นทองคำได้ตามอัตราที่กำหนดไว้
ตัวอย่างเช่น หากกำหนดว่าเงิน 20 หน่วยสามารถแลกทองคำได้ 1 ออนซ์ เงินตรานั้นก็จะมีมูลค่าอ้างอิงกับทองคำโดยตรง
ข้อดีของระบบมาตรฐานทองคำ
1.
สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน
2.
ลดความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ
3.
ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศมีเสถียรภาพ
4.
ส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
ข้อเสียของระบบมาตรฐานทองคำ
1.
จำกัดความสามารถของรัฐบาลในการบริหารเศรษฐกิจ
2.
ปริมาณเงินขึ้นอยู่กับปริมาณทองคำที่มีอยู่
3.
อาจก่อให้เกิดภาวะเงินฝืดได้
4.
ไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ระบบมาตรฐานทองคำได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 หลายประเทศเริ่มประสบปัญหาทางเศรษฐกิจและทยอยยกเลิกระบบดังกล่าว
ระบบ Bretton Woods
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศต่าง ๆ
ต้องการสร้างระบบการเงินระหว่างประเทศใหม่เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจโลก
ในปี ค.ศ. 1944 ตัวแทนจาก 44 ประเทศได้ประชุมกันที่เมืองเบรตตันวูดส์
รัฐนิวแฮมป์เชียร์ สหรัฐอเมริกา และได้จัดตั้งระบบการเงินใหม่ที่เรียกว่า
"ระบบ Bretton Woods"
ระบบนี้กำหนดให้
- เงินดอลลาร์สหรัฐสามารถแลกเป็นทองคำได้
- สกุลเงินอื่นผูกค่าไว้กับดอลลาร์สหรัฐ
- ประเทศต่าง ๆ
สามารถปรับค่าเงินได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
นอกจากนี้ ยังนำไปสู่การก่อตั้งองค์กรสำคัญ ได้แก่
- กองทุนการเงินระหว่างประเทศ
(IMF)
- ธนาคารโลก (World Bank)
ข้อดีของระบบ Bretton Woods
- ส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลก
- ลดความผันผวนของค่าเงิน
- ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังสงคราม
การสิ้นสุดของระบบ
ในช่วงทศวรรษ 1970 สหรัฐอเมริกาประสบปัญหาการขาดดุลงบประมาณและขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง
ทำให้ทองคำสำรองไม่เพียงพอต่อการแลกคืนดอลลาร์
ปี ค.ศ. 1971 ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ยุติการแลกดอลลาร์เป็นทองคำ
เหตุการณ์นี้เรียกว่า "Nixon Shock" และถือเป็นจุดสิ้นสุดของระบบ
Bretton Woods
อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ (Fixed Exchange Rate)
อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ คือ
ระบบที่รัฐบาลหรือธนาคารกลางกำหนดค่าเงินของประเทศไว้ในระดับหนึ่งเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก
เช่น ดอลลาร์สหรัฐ หรือยูโร
ตัวอย่างเช่น
1 ดอลลาร์สหรัฐ = 30 หน่วยของสกุลเงินท้องถิ่น
หากค่าเงินเริ่มเบี่ยงเบนจากอัตราที่กำหนด
ธนาคารกลางจะเข้าแทรกแซงตลาดโดยการซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศ
ข้อดี
- ค่าเงินมีเสถียรภาพ
- เอื้อต่อการค้าและการลงทุน
- ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงิน
ข้อเสีย
- ต้องใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมาก
- ธนาคารกลางสูญเสียความยืดหยุ่นในการกำหนดนโยบายการเงิน
- เสี่ยงต่อการโจมตีค่าเงินจากนักเก็งกำไร
ประเทศที่ใช้ระบบนี้มักเป็นประเทศขนาดเล็กหรือประเทศที่ต้องการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
อัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว (Floating Exchange Rate)
ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวเป็นระบบที่ค่าเงินถูกกำหนดโดยกลไกตลาดตามอุปสงค์และอุปทาน
หากมีความต้องการซื้อสกุลเงินใดมากขึ้น ค่าเงินนั้นจะแข็งค่าขึ้น
ในทางกลับกัน หากมีผู้ขายสกุลเงินจำนวนมาก ค่าเงินจะอ่อนค่าลง
ข้อดี
- สะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริง
- ไม่จำเป็นต้องใช้ทุนสำรองมหาศาล
- ธนาคารกลางมีอิสระในการกำหนดนโยบายการเงิน
ข้อเสีย
- ค่าเงินผันผวนสูง
- อาจกระทบการส่งออกและนำเข้า
- เพิ่มความไม่แน่นอนให้แก่ภาคธุรกิจ
ปัจจุบันประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว
หรือแบบลอยตัวภายใต้การจัดการของธนาคารกลาง
ตลาดเงินตราต่างประเทศ (Foreign Exchange Market : Forex)
ตลาด Forex เป็นตลาดสำหรับซื้อขายสกุลเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ผู้เข้าร่วมตลาดประกอบด้วย
- ธนาคารกลาง
- ธนาคารพาณิชย์
- บริษัทข้ามชาติ
- กองทุนลงทุน
- นักลงทุนรายย่อย
ตลาด Forex ไม่มีศูนย์กลางการซื้อขายแห่งเดียว
แต่เป็นเครือข่ายการซื้อขายทั่วโลกที่ดำเนินงานตลอด 24 ชั่วโมง
ศูนย์กลางการซื้อขายสำคัญ
- ลอนดอน
- นิวยอร์ก
- โตเกียว
- สิงคโปร์
- ฮ่องกง
วัตถุประสงค์ของการซื้อขาย
1.
การชำระค่าสินค้าระหว่างประเทศ
2.
การลงทุนต่างประเทศ
3.
การป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
4.
การเก็งกำไร
ตลาด Forex มีมูลค่าการซื้อขายหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน
จึงถือเป็นตลาดการเงินที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดในโลก
ปัจจัยที่มีผลต่อค่าเงิน
ค่าเงินของแต่ละประเทศเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยมีปัจจัยสำคัญหลายประการ
1. อัตราดอกเบี้ย
เมื่อประเทศใดมีอัตราดอกเบี้ยสูง
นักลงทุนต่างชาติจะนำเงินเข้ามาลงทุนมากขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินแข็งค่า
2. อัตราเงินเฟ้อ
ประเทศที่มีเงินเฟ้อต่ำมักมีค่าเงินแข็งแกร่งกว่า
เนื่องจากกำลังซื้อของเงินลดลงช้ากว่า
3. การเติบโตทางเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจที่เติบโตดีจะดึงดูดการลงทุนและช่วยสนับสนุนค่าเงิน
4. เสถียรภาพทางการเมือง
ประเทศที่มีความมั่นคงทางการเมืองมักได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุน
ส่งผลให้ค่าเงินมีเสถียรภาพ
5. ดุลการค้า
หากประเทศส่งออกมากกว่านำเข้า
จะมีความต้องการสกุลเงินของประเทศนั้นเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าเงินแข็งค่า
6. หนี้สาธารณะ
หนี้สาธารณะที่สูงเกินไปอาจทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นและส่งผลให้ค่าเงินอ่อนตัว
7. การเก็งกำไรในตลาด
นักลงทุนและกองทุนขนาดใหญ่สามารถส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินในระยะสั้นได้
8. เหตุการณ์สำคัญของโลก
สงคราม วิกฤตการเงิน โรคระบาด ภัยธรรมชาติ หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ
สามารถส่งผลต่อค่าเงินได้อย่างรวดเร็ว
สรุปท้ายบท
ระบบการเงินระหว่างประเทศได้พัฒนาจากระบบมาตรฐานทองคำ สู่ระบบ Bretton Woods และเข้าสู่ยุคของอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวในปัจจุบัน
อัตราแลกเปลี่ยนเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
ขณะที่ตลาดเงินตราต่างประเทศหรือ Forex เป็นศูนย์กลางของการซื้อขายสกุลเงินทั่วโลก
การเข้าใจปัจจัยที่มีผลต่อค่าเงินจะช่วยให้ผู้อ่านสามารถวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจ
การลงทุน และความเคลื่อนไหวของสกุลเงินต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อันเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการศึกษาสกุลเงินของประเทศต่าง ๆ ในบทต่อไป

No comments:
Post a Comment